Sahaviriya Steel Industries PLC

ข่าวประชาสัมพันธ์องค์กร

เหล็กแผ่นรีดเย็นไทยคว้ารางวัลโรงงานอนุรักษ์พลังงานดีเด่น

ssisubmit-1-big

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี มอบรางวัล Thailand Energy Award 2013 ด้านอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ประเภทโรงงานควบคุมดีเด่น จากกระทรวงพลังงานแก่ นายนาวา จันทนสุรคน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มเอสเอสไอ ในฐานะที่สามารถบริหารจัดการ ด้านการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ตามวิสัยทัศน์มุ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นชั้นเลิศ ด้วยทีมงานที่ยอดเยี่ยม ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2556

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2556

ssi-new-ssi-result-Q1-2013

  •  รายได้รวม-ปริมาณผลิต HRC-ปริมาณส่งมอบ HRC รายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์
  •  รายได้ขายและบริการรวม 19,949 ล้านบาท
  •  ขายเหล็กปริมาณรวม 944 พันตัน จากเหล็กแผ่นรีดร้อน 707 พันตัน และเหล็กแท่งแบนขายลูกค้าภายนอก 237 พันตัน
  •  กำไรสุทธิของบริษัทฯ (งบเดี่ยว) 868 ล้านบาท และ ขาดทุนสุทธิของกลุ่มบริษัท (งบรวม) 778 ล้านบาท
  •  Group EBITDA พลิกกลับเป็นบวก 800 ล้านบาท
  •  ปลายไตรมาส 2/2556 เริ่มใช้งาน PCI ที่โรงถลุงเหล็ก ต้นทุนพลังงานลด-ผลผลิตสูง

งบการเงินเฉพาะบริษัท

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2556 ว่า บริษัทฯมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 15,626 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากไตรมาส 4/2555 และ ร้อยละ 35 จากงวดเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 1,576 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 329 จากไตรมาส 4/2555 และ ร้อยละ 177 จากงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 868 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากที่มีผลขาดทุนสุทธิ 422 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 7 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2555 และไตรมาส 1/2555 ตามลำดับ

งบการเงินรวม

บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 19,949 ล้านบาทสูงสุดเป็นประวัติการณ์รายไตรมาส เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากไตรมาส 4/2555 และร้อยละ 27 จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากขายเหล็กรวม 944 พันตัน ประกอบด้วย 1) เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน 707 พันตัน และ 2) เหล็กแท่งแบนที่ขายบุคคลภายนอก 237 พันตัน หรือ คิดเป็นร้อยละ 35 จากปริมาณขายเหล็กแท่งแบนทั้งหมด โดยมีต้นทุนขายและให้บริการรวม 20,394 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย มี EBITDA 800 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ 778 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิ 0.03 บาทต่อหุ้น เทียบกับไตรมาส 4/2555 ที่มี EBITDA ติดลบ 2,078 ล้านบาท ผลขาดทุนสุทธิ จำนวน 3,259 ล้านบาท และ ขาดทุนสุทธิ 0.14 บาทต่อหุ้น

ในไตรมาส 1/2556 บริษัทฯได้สร้างสถิติใหม่ของการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนที่ 770 พันตัน ซึ่งคิดเป็นยอดการผลิตสุทธิ 764 พันตัน และมียอดส่งมอบ 707 พันตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์รายไตรมาส อันเป็นผลจากความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นและความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบจากการเชื่อมโยงธุรกิจเหล็กต้นน้ำ

เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา จะพบว่าผลประกอบการของบริษัทฯ ดีขึ้น จากปริมาณขาย HRC ที่สูงขึ้นและการปรับตัวดีขึ้นของทั้ง HRC Rolling Margin และ Slab Margin แต่งบการเงินรวมยังมีผลขาดทุนอยู่ จากการผลิตของธุรกิจโรงถลุงเหล็กที่ยังต่ำกว่าจุดคุ้มทุน

  •  ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อน มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 15,626 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์รายไตรมาส ซึ่งเป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products) ร้อยละ 35 ของยอดขายรวม มีกำไรสุทธิ 868 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากขาดทุนสุทธิ 422 ในไตรมาส 4/2555
  •  ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 10,819 ล้านบาท จากการขายเหล็กแท่งแบนรวมจำนวน 670 พันตัน โดยจำนวน 237 พันตัน หรือร้อยละ 35 เป็นการขายให้แก่บุคคลภายนอก มีผลขาดทุนสุทธิ 1,775 ล้านบาท
  •  ธุรกิจท่าเรือน้ำลึก มีรายได้จากการให้บริการรวม 115 ล้านบาท ใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้า มีกำไรสุทธิ 46 ล้านบาท
  •  ธุรกิจวิศวกรรมและซ่อมบำรุง มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 224 ล้านบาท คิดเป็นรายได้นอกกลุ่มเอสเอส ไอร้อยละ 60 มีกำไรสุทธิ 17 ล้านบาท
  •  ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดเย็น มีรายได้จากการขายรวม 3,254 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 125 ล้านบาท

นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสเอสไอ กล่าวว่า "ในไตรมาส 1/2556 กลุ่มบริษัทเอสเอสไอพลิกสถานการณ์กลับมาด้วย EBITDA ที่เป็นบวก 800 ล้านบาท หลังจากที่ EBITDA ติดลบติดต่อกันมา 7 ไตรมาส นอกจากนี้ เรายังทำสถิติสูงสุดในสามด้านด้วยกัน นั่นคือ รายได้รวมของกลุ่มบริษัทสูงสุด ปริมาณขายสูงสุดและปริมาณการผลิตสูงสุดในธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อน ผลงานอันโดดเด่นนี้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งถึงผลประโยชน์จากวิสัยทัศน์ของเราในการเชื่อมโยงธุรกิจต้นน้ำ จะเห็นได้ว่าด้วยการใช้กำลังการผลิตเพียงแค่ ร้อยละ 76 สำหรับทรัพย์สินในประเทศไทย และร้อยละ 70 สำหรับทรัพย์สินที่ประเทศอังกฤษ เรายังมีโอกาสปรับปรุงเพื่อผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นได้อีกมาก เราอยู่ไม่ไกลจากขนาดธุรกิจที่จะคุ้มทุนและการสร้างผลกำไร

สำหรับแนวโน้มระยะสั้นในไตรมาส 2/2556 เรามองเห็นปัจจัยลบจากสภาวะตลาดเหล็กชะลอตัวจากผลกระทบของวันหยุดสงกรานต์ในประเทศไทยและการอ่อนตัวลงของราคาเหล็กโลก ในขณะเดียวกันก็มองเห็นปัจจัยบวกจากราคาวัตถุดิบที่อ่อนตัวลงเช่นเดียวกัน และผลผลิตของธุรกิจโรงถลุงเหล็กที่ดีขึ้น การเริ่มใช้งาน PCI ที่โรงถลุงเหล็กจะเป็นก้าวสำคัญ ที่จะทำให้ต้นทุนพลังงานลดลงและมีผลผลิตที่สูงขึ้นต่อไป สำหรับแนวโน้มระยะยาวนั้น เรายังคงมองเห็นความต้องการผลิตภัณฑ์ของเราในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเติบโตอย่างมั่นคงทางเศรษฐกิจ รวมถึงการขยายตัวของหัวเมืองใหญ่และการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คืออุปทานของสินแร่เหล็กในขณะนี้อยู่ในทิศทางที่เอื้อต่อผู้ผลิตเหล็ก ซึ่งจะนำไปสู่อัตรากำไรที่ดีขึ้น"

สามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ssi-steel.com/en/investor-relations/ir-home.php

เอสเอสไอบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการปรับปรุงระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้

ssisubmit-1-big

นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2556 บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการปรับปรุงระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้ของบริษัทฯ กับเจ้าหนี้สถาบันการเงินระยะสั้นและระยะยาวทุกรายทั้งหมดจำนวน 8 ราย โดยเจ้าหนี้สถาบันการเงินทุกรายได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้ (Intercreditor Memorandum of Understanding) กับบริษัทฯ และเจ้าหนี้สถาบันการเงินระยะสั้นของบริษัทฯ ทั้งหมดจำนวน 5 ราย ได้ลงนามในสัญญาปรับปรุงระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้ (Loan Rescheduling Agreement) เรียบร้อยแล้ว

สาระสำคัญของการปรับปรุงระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้

1เจ้าหนี้สถาบันการเงินระยะสั้น จำนวน 5 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมประมาณ 4,486.37 ล้านบาท ตกลงที่จะเปลี่ยนสถานะวงเงินกู้จากเงินกู้ยืมเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เป็นเงินกู้ยืมระยะยาวอายุ 3 ปี แบบทยอยชำระคืนเงินต้น โดยจะชำระเป็นรายไตรมาส เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 และสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2558 ในจำนวนเจ้าหนี้สถาบันการเงินระยะสั้น 5 รายนี้มี 2 ราย ซึ่งได้ดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัทฯ ยุติการดำเนินการดังกล่าวแล้ว

2เจ้าหนี้สถาบันการเงินระยะยาว จำนวน 3 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมประมาณ 10,214.82 ล้านบาท ตกลงที่จะขยายระยะเวลาการชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมระยะยาวออกไป โดยมูลหนี้ส่วนที่หนึ่งประมาณ 6,105.63 ล้านบาท ขยายระยะเวลาการชำระคืนจากเดิมสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2561 เป็นเดือนมีนาคม 2564 และมูลหนี้ส่วนที่สองประมาณ 4,109.19 ล้านบาท ขยายระยะเวลาการชำระคืนจากเดิมสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2561 เป็นเดือนมีนาคม 2563

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการจัดโครงสร้างทางการเงินแบบเบ็ดเสร็จ (Comprehensive Financial Plan) ของบริษัทฯ เพื่อให้บริษัทฯ มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสภาพคล่องได้ดียิ่งขึ้น

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2555

11-2-big

ไตรมาส 4/2555 

  •  รายได้ขายและบริการ 17,599 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์รายไตรมาส
  •  ปริมาณขายเหล็ก 811 พันตัน จากเหล็กแผ่นรีดร้อน 647 พันตัน และเหล็กแท่งขายลูกค้าภายนอก 164 พันตัน หรือ ร้อยละ 25 ของปริมาณขายเหล็กแท่งรวม

ประจำปี 2555

  •  รายได้ขายและบริการ 60,604 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มจากปี 2554 ร้อยละ 26
  •  โรงถลุงเริ่มผลิตล่าช้า-ต้นทุนผลิตสูงช่วงเริ่มผลิต-ขาดทุนราคาเหล็ก มีผลขาดทุน 15,903 ล้านบาท
  •   ยอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ ร้อยละ 37 ปริมาณขายเพิ่มขึ้นเป็น 803 พันตัน
  •   อุปกรณ์ PCI โรงงานเอสเอสไอ ทีไซด์ เริ่มใช้ไตรมาส 2/2556 ลดต้นทุน 30 เหรียญสหรัฐต่อตัน
  •   เพิ่มทุนและขายทรัพย์สินได้เงินแล้ว 7,752 ล้านบาท เดินหน้าระดมครบเป้า 13 พันล้านบาท
  •   สเกลธุรกิจใหญ่ขึ้น-ต้นทุนลด-มาร์จิ้นเพิ่ม หนุนธุรกิจโตรับตลาดเหล็กดีปี 2556
  •   ตลาดเหล็กกลับสู่ปกติ แนวโน้มราคาขาขึ้น ปี 2556 ความต้องการในประเทศ 17.5 ล้านตัน
  •   สเกลธุรกิจใหญ่ขึ้น-ต้นทุนลด-มาร์จิ้นเพิ่ม หนุนธุรกิจโตรับตลาดเหล็กดีปี 2556

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 4 ปี 2555 ว่า บริษัทฯและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและบริการ 17,599 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 13,008 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นรายได้รายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการขายเหล็กรวม 811 พันตัน ประกอบด้วย 1) เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน 647 พันตัน ซึ่งเป็นปริมาณขายสูงสุดเป็นอันดับสองรองจากไตรมาส 1/2553 และ 2) เหล็กแท่งแบนที่ขายบุคคลภายนอก 164 พันตัน หรือ คิดเป็นร้อยละ25 จากปริมาณขายเหล็กแท่งแบนทั้งหมด มี EBITDA ติดลบ 2,078 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ จำนวน 3,259 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 4,782 ล้านบาทในไตรมาส 3/2555 และ EBITDA ติดลบ1,985 ล้านบาท ขาดทุน 2,376 ล้านบาทในไตรมาส 4/2554

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 1 ปี 2555 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและบริการรวม 60,604 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 47,975 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 26 และมีผลขาดทุนสุทธิ จำนวน 15,903 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 981 ล้านบาทในปี 2554

สาเหตุที่การดำเนินงานของบริษัทมีผลขาดทุน เนื่องจากความล่าช้าของการเริ่มดำเนินการผลิตของธุรกิจโรงถลุงเหล็ก ต้นทุนการผลิตของโรงถลุงเหล็กยังสูงเนื่องจากการผลิตยังไม่ถึงระดับที่เหมาะสม การลดลงของราคาเหล็กในตลาดโลกทำให้ขาดทุนจากมูลค่าสินค้าลดลง และ การตั้งสำรองจากภาระผูกพันตามสัญญาซื้อวัตถุดิบ แต่ท่ามกลางตลาดที่ท้าทายนี้บริษัทสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด สร้างยอดขายได้สูงกว่าปี 2554 ถึงร้อยละ 26 เนื่องจากเริ่มได้รับผลประโยชน์ร่วมจากการเชื่อมโยงกับธุรกิจต้นนํ้า หรือ โรงงานเอสเอสไอ ทีไซด์

ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อน มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 48,470 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 จากปีก่อน ขาดทุนสุทธิ1,655 ล้านบาท มียอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Product) ร้อยละ 37 ส่วนธุรกิจโรงถลุงเหล็ก ขาดทุนสุทธิ 14,194 ล้านบาท เนื่องจากผลผลิตยังต่ำ ธุรกิจท่าเรือน้ำลึก กำไรสุทธิ 155 ล้านบาท ธุรกิจวิศวกรรมและซ่อมบำรุง กำไรสุทธิ 45 ล้านบาท ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดเย็น กำไรสุทธิ 192 ล้านบาท

นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสเอสไอ กล่าวว่า "ปี 2555 เป็นปีที่ยากลำบากมากสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก สืบเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลก บริษัทเหล็กและเหมืองแร่ทั่วโลกต่างประสบภาวะขาดทุนกันถ้วนหน้า ซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่ไม่ดีสำหรับการเริ่มต้นการผลิตโรงถลุงของเรา บริษัทฯประสบภาวะขาดทุนหนักจากค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มผลิต ผลผลิตต่ำในช่วงเริ่มผลิต และขาดทุนราคาเหล็ก แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถทำยอดขายเหล็กแผ่นรีดร้อนได้สูงมาก โดยเฉพาะในครึ่งปีหลัง และสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้มาก การผลิตที่โรงงานทีไซด์และโรงงานบางสะพานแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ และเราเริ่มเห็นผลประโยชน์ร่วมจากการเชื่อมโยงธุรกิจแนวดิ่งแล้ว

นอกเหนือจากนั้น บริษัทฯได้รับการสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้เสียและพันธมิตรเป็นอย่างดี จนถึงวันนี้บริษัทฯได้ระดมทุนถึง 6,184 ล้านบาทจากการขายหุ้นเพิ่มทุนและ 1,568 ล้านบาทจากการขายทรัพย์สิน และบริษัทฯจะเดินหน้าดำเนินการตาม"แผนการเพิ่มทุนและจัดโครงสร้างทางการเงินแบบเบ็ดเสร็จ" เพื่อระดมทุนเพิ่มเติมและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินต่อไป

หลังจากปลายปีที่ผ่านมา ตลาดเหล็กปัจจุบันกลับมาเป็นขาขึ้นหลังจากซบเซามานาน 6 เดือน ภาวะปัจจัยภายนอกดี - ความต้องการใช้เหล็กในประเทศสูง อุตสาหกรรมเหล็กมีมาร์จิ้นดีขึ้นปีนี้ ในขณะที่เรามีปัจจัยภายใน 3 รายการใหญ่ๆที่จะขับเคลื่อนบริษัทฯไปในทางบวกในปีนี้ 1) สเกลธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น จากการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้นที่โรงงานทั้ง 2 โรง 2) ต้นทุนการผลิตเหล็กแท่งที่จะลดลง หลังโครงการ PCI เริ่มใช้งานในไตรมาส 2 3) มาร์จิ้นสูงขึ้น จากสัดส่วนสูงขึ้นของผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ" นายวินกล่าว

บริษัทคาดการณ์ว่าการบริโภคเหล็กในปี 2556 จะปรับตัวสูงขึ้นจากความชัดเจนของมาตรการแก้ไขการคลี่คลายปัญหาเศรษฐกิจโลก สถาบันเหล็กโลก (World Steel Association: WSA) ได้ประเมินว่า ในปี 2556 ความต้องการเหล็กของโลกจะขยายตัวร้อยละ 3.2 หรือเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1,455 ล้านตัน โดยจีนจะยังคงเป็นผู้บริโภคเหล็กรายใหญ่ของโลก โดยภูมิภาคอาเซียนนั้น คาดการณ์อัตราการเติบโตของปริมาณการใช้เหล็กร้อยละ 3.3 หรือเพิ่มขึ้นเป็น 56.5 ล้านตัน ส่วนอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศนั้น สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (ISIT) คาดการณ์ว่าความต้องการเหล็กในประเทศในปี 2556 จะขยายตัวในอัตรา ร้อยละ 7.2 หรือมีความต้องการประมาณ 17.5 ล้านตัน โดยความต้องการของเหล็กทรงแบนที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์จะเพิ่มขึ้น จากนโยบายรถคันแรกของรัฐบาลที่ยังมีรถยนต์ค้างส่งมอบ และในส่วนของเหล็กสำหรับการก่อสร้าง คาดว่ามีความต้องการเพิ่มขึ้นเนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการก่อสร้างจะมีการขยายตัวตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐ

เอสเอสไอสนับสนุน “สหวิริยากรุงเทพไตรกีฬา ประจำปี 2556”

sahaviriya bangkok triathlon 2013

นายนาวา จันทนสุรคน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายกิจการสาธารณะและความรับผิดชอบทางสังคม บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อเป็นผู้สนับสนุนหลักการจัดงานกีฬา “สหวิริยากรุงเทพไตรกีฬา ประจำปี 2556” (Sahaviriya Bangkok Triathlon) อย่างเป็นทางการปีที่ 2 ร่วมกับนางศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ ประธานกรรมการจัดงาน และผู้แทนมูลนิธิราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยเงินสนับสนุน 2.5 ล้านบาทเพื่อหารายได้สมทบทุน ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อนและเด็กที่มีบิดามารดาติดเชื้อเอดส์ (เอชไอวี) ณ ห้องประชุม บมจ. สหวิริยาสตีลอินดัสตรี เมื่อเร็วๆ นี้ โดยการแข่งขันจะจัดขึ้นบริเวณสวนหลวงพระราม 8 ในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้

“เอสเอสไอ” ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนสะสมครบ 28 ล้านตัน

ssi achieves 28 mt hrc production

เอสเอสไอทำสถิติผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนสูงสุดครบ 28 ล้านตัน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 จากการผลักดันการผลิตและส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ของลูกค้าและรองรับการบริโภคเหล็กที่จะเติบโตร้อยละ 7.2 ในปี 2556 เผยผลประโยชน์ร่วมจากการเชื่อมโยงกับธุรกิจต้นน้ำให้มีเหล็กแท่งแบนสนับสนุนการผลิตสม่ำเสมอ

นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สหวิริยาสตีลอินดัสตรี หรือ เอสเอสไอ เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 โรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนของบริษัทที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บรรลุยอดการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนสะสมปริมาณ 28 ล้านตัน ซึ่งแสดงถึงความเป็นผู้นำในตลาดเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนของอาเซียน นับเป็นบริษัทเหล็กรายแรกของไทยที่สร้างสถิติยอดการผลิตสะสมสูงสุด หลังจากโรงงานแห่งนี้ทำสถิติในการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนสูงสุดต่อวันที่ 12,553 ตัน เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา เช่นเดียวกันกับโรงถลุงเหล็กเอสเอสไอ ทีไซด์ ประเทศอังกฤษ ที่เปิดดำเนินการผลิตเหล็กแท่งแบนเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2554 เพื่อส่งมาเป็นวัตถุดิบให้โรงงานเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนที่ประเทศไทย ประกาศความสำเร็จ ผลิตเหล็กแท่งแบนสะสมครบ 2 ล้านตัน ไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา

“ปริมาณการผลิตสะสมสูงสุด 28 ล้านตันนี้ เกิดจากการผลักดันการขายและส่งมอบผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นผลประโยชน์ร่วมจากการเชื่อมโยงธุรกิจในแนวดิ่งระหว่างโรงงานในประเทศไทยและประเทศอังกฤษ จากการมีเหล็กแท่งแบนสนับสนุนการผลิตสม่ำเสมอจากโรงงานเอสเอสไอ ทีไซต์ จนมาถึงโรงงานเอสเอสไอ บางสะพาน จากนี้ไปเราจะเห็นปริมาณขายและรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดต้นทุนการผลิตจากสเกลธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น ด้วยการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ “เสริมสร้างธุรกิจระดับโลก” และเรายังได้เห็นส่วนต่างราคาที่ดีขึ้นจากการขยายตลาดภายใต้กลยุทธ “สร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เหล็กและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า”

ทั้งนี้ สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (สลท.) ประเมินความต้องการใช้เหล็กในประเทศปี 2556 ประมาณ17.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ซึ่งอยู่ที่ 16.3 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 โดยมีปัจจัยหลักจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ ยานยนต์ พลังงาน เป็นต้น

เอสเอสไอ ยูเค ประสบความสำเร็จผลิตเหล็กแท่งแบนครบ 2 ล้านตัน

โรงถลุงเหล็กเอสเอสไอ ทีไซด์ประกาศความสำเร็จ ผลิตเหล็กแท่งแบนสะสมครบ 2 ล้านตัน หลังจากเปิดดำเนินการผลิตเมื่อเดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมา

นายฟิล ดรายเดน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ยูเค จำกัด (เอสเอสไอ ยูเค) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทสหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ เปิดเผยว่า “นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งของโรงถลุงเหล็กเอสเอสไอ ทีไซด์ และเป็นความสำเร็จของพนักงาน รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนที่ได้มีส่วนร่วมในการบรรลุการผลิตเหล็กแท่งแบนครบ 2 ล้านตันในครั้งนี้ เราทุกคนที่นี่ยินดีและคาดหวังจะได้เห็นความสำเร็จในการผลิตในปี 2556 หลังจากที่โรงงานกลับมาเปิดดำเนินการผลิตอีกครั้งในปีที่แล้ว”

“พนักงานทุกคนที่นี่ได้แสดงให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนเห็นถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจเหล็ก ซึ่งทุกคนได้ให้กำลังใจและสนับสนุนเราอย่างเต็มที่ในปีที่ผ่านมา”

ติดต่อเอสเอสไอ (สำนักงานกรุงเทพฯ)

ติดต่อเอสเอสไอ (สำนักงานโรงงาน)

เชื่อมต่อกับเรา

We're on Social Networks. Follow us & get in touch.