บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน)

รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 4 และงวดปี 2557

 

ไตรมาส 4/2557

ประจำปี 2557

     บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 4/2557 และผลการดำเนินงานงวด ปี 2557 ดังนี้

ไตรมาส 4/2557

     งบการเงินเฉพาะบริษัท (ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อน) – บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 5,765 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 27 จากไตรมาสก่อน) โดยมีปริมาณขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน 267 พันตัน (ลดลงร้อยละ 25 จากไตรมาสก่อน และ ลดลงร้อยละ 37 จากงวดเดียวกันปีก่อน) โดยเป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products) ร้อยละ 39 ของปริมาณขายรวม EBITDA ติดลบ 241 ล้านบาท และมีขาดทุนสุทธิ 757 ล้านบาท (ลดลงจากกำไรสุทธิ 36 ล้านบาท ในไตรมาสก่อน และลดลงจากกำไรสุทธิ 75 ล้านบาท ในงวดเดียวกันปีก่อน)

     งบการเงินรวม – บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 14,200 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 12 จากงวดเดียวกันของปีก่อน) โดยมีปริมาณขายเหล็กรวม 757 พันตัน Group EBITDA ติดลบ 133 ล้านบาท มีผลขาดทุนสุทธิ 1,552 ล้านบาท (ผลประกอบการโดยรวมดีขึ้นเมื่อเทียบงวดเดียวกันปีก่อน เนื่องจากปริมาณขายให้แก่บุคคลภายนอก รวมถึงส่วนต่างระหว่างราคาขาย และวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจโรงถลุงเหล็ก)

งวดปี 2557

     งบการเงินเฉพาะบริษัท (ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อน) – บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 32,382 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 29 จากปีก่อน) โดยมีปริมาณขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน 1,468 พันตัน (ลดลงร้อยละ 31 จากงวดเดียวกันปีก่อน) โดยเป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products) ร้อยละ 38 ของปริมาณขายรวม มี EBITDA เป็นบวก 1,887 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 36 จากปีก่อน) และขาดทุนสุทธิ 346 ล้านบาท (กลับจากกำไรสุทธิ 270 ล้านบาทในปีก่อน)

     งบการเงินรวม – บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 65,276 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 0.2 จากปีก่อน) จากปริมาณขายเหล็กรวม 3,318 พันตัน มี Group EBITDA 808 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจาก EBITDA ติดลบ 2,888 ล้านบาทในปีก่อน) มีผลขาดทุนสุทธิ 4,903 ล้านบาท (ขาดทุนลดลงร้อยละ 30 จากปีก่อน)

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 4/2557 ของบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน มีดังต่อไปนี้

     • ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 11,644 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 2 จากปีก่อน) มี EBITDA 29 ล้านบาท โดยลดลงร้อยละ 91จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นจาก EBITDA ติดลบ 1,887 ล้านบาท ในปีก่อน) มีผลขาดทุนสุทธิ 843 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 69 จากปีก่อน)
     • ธุรกิจท่าเรือ มีรายได้จากการให้บริการรวม 79 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 2 จากงวดเดียวกันปีก่อน) มีกำไรสุทธิ 25 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 22 จากงวดเดียวกันปีก่อน)
     • ธุรกิจวิศวกรรม มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม152 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 24 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 34 จากงวดเดียวกันปีก่อน) เป็นรายได้นอกกลุ่มร้อยละ 69 และขาดทุนสุทธิ 14 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 82 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ218 จากงวดเดียวกันปีก่อน)
     • ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดเย็น มีรายได้จากการขายรวม 3,283 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากงวดเดียวกันปีก่อน) กำไรสุทธิ 72 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 119 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 1526 จากงวดเดียวกันปีก่อน)

สำหรับผลการดำเนินงานงวดปี 2557 ของบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน มีดังต่อไปนี้

     • ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 46,809 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปีก่อน) มี EBITDA ติดลบ 1,046 ล้านบาท ติดลบน้อยลงจาก EBITDA ติดลบ 5,919 ล้านบาทในปีก่อน มีผลขาดทุนสุทธิ 4,396 ล้านบาท (ขาดทุนลดลงจากผลขาดทุนสุทธิ 7,259 ล้านบาทในปีก่อน)
     • ธุรกิจท่าเรือ มีรายได้จากการให้บริการรวม 283 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 28 จากปีก่อน) มีกำไรสุทธิ 69 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 56 จากปีก่อน)
     • ธุรกิจวิศวกรรม มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 803 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 12 จากปีก่อน) เป็นรายได้นอกกลุ่มร้อยละ 69 และขาดทุนสุทธิ 120 ล้านบาท (กลับจากกำไรสุทธิ 49 ล้านบาทปีก่อน)
     • ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดเย็น มีรายได้จากการขายรวม 12,287 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อน) กำไรสุทธิ 2 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 99 จากปีก่อน)

     นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสเอสไอกล่าวว่า “ในไตรมาส 4 ถึงแม้ว่าเราสามารถทำกำไร EBITDA หลักเป็นบวก 918 ล้านบาทจากธุรกิจ แต่ขณะเดียวกันเราต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็วและค่าเงินสกุลรูเบิลของรัฐเซียตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันอย่างมากต่อตลาดเหล็กโลก ส่งผลให้ราคาเหล็กลดลงถึงร้อยละ 30 ในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน เราจึงดำเนินการอย่างรอบคอบด้วยการตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าคงเหลือและการตั้งสำรองจากภาระผูกพันตามสัญญาการซื้อวัตถุดิบ 1,052 ล้านบาท ทำให้ EBITDA ติดลบ 133 ล้านบาท”

     ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก เราประสบความสำเร็จด้านส่วนต่างราคาเหล็กแท่งแบน (Slab Margin) ที่ร้อยละ 41.8 ซึ่งเป็นยอดสูงสุดที่เคยมีมา สืบเนื่องมาจากการลดลงของราคาวัตถุดิบ และความพยายามของเราในการปรับสูตรวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุน ส่วนอัตราการใช้ PCI ได้ไต่ขึ้นไปถึงระดับที่สูงที่สุดที่เคยมีมา ที่ 110 กิโลกรัมต่อตันในไตรมาสนี้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนให้เราได้มาก เรามียอดจำหน่ายเหล็กแท่งแบนให้กับบุคคลภายนอกสูงถึงร้อยละ 69 มี EBITDAหลัก 517 ล้านบาทซึ่งอยู่ในระดับสูงที่สุดที่เคยมีมา แต่หลังตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าคงเหลือและการตั้งสำรองจากภาระผูกพันตามสัญญาการซื้อวัตถุดิบ 488 ล้านบาท จะคงเหลือ EBITDA เป็นบวก 29 ล้านบาท

     ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อน ความต้องการเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนภายในประเทศยังคงอ่อนตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 ซึ่งตรงกับเราได้คาดการณ์ไว้ ปริมาณขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนลดลงร้อยละ 25 จากไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม เราสามารถรักษาระดับส่วนต่างราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (HRC Spread) ได้ที่ 123 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน มีEBITDA หลักเป็นบวก 323 ล้านบาท และเช่นเดียวกับธุรกิจโรงถลุงเหล็ก หลังตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าคงเหลือและการตั้งสำรองจากภาระผูกพันตามสัญญาการซื้อวัตถุดิบ 564 ล้านบาท ทำให้ EBITDA ติดลบ 241 ล้านบาท

     ปี 2557เราประสบความสำเร็จในการพลิกสถานการณ์ธุรกิจจากที่มี EBITDA เป็นลบ 2,888 ล้านบาทในปี 2556 พลิกกลับมามีEBITDA เป็นบวก 808 ล้านบาท ในปี 2557 ซึ่งต้องขอบคุณพนักงานที่ทุ่มเททำงานหนักและสร้างสรรค์ เราได้เปิดตัวและดำเนินโครงการหลายโครงการเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพิ่มผลผลิตและผลประโยชน์และปรับปรุงคุณภาพได้สำเร็จ

     เรายังคงดำเนินตามพันธกิจและกลยุทธสร้างสรรค์นวัตกรรมและบูรณาการธุรกิจในกลุ่มให้ดีที่สุด เรายังคงเดินหน้าลดค่าใช้จ่ายรวมทั้งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตผ่านการบูรณาการและการแบ่งปัน แนวปฏิบัติที่ดี ความเป็นเลิศในการปฏิบัติการ และความสามารถของบุคลากร เรายังคงเดินหน้าโครงการที่ส่งผลสำเร็จเร็ว(quick-win initiatives) ซึ่งใช้เวลาดำเนินโครงการสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูงและรวดเร็ว เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าของเรา

     เรามองว่าตลาดระยะสั้นยังคงมีความไม่แน่นอน แม้ความต้องการของตลาดในอเมริกาเหนือยังคงแข็งแกร่ง แต่ความมั่นใจของผู้ซื้อเหล็กทั่วโลกต่ำ จากการที่ตลาดเหล็กโลกยังคงปรับตัวและมองหาจุดต่ำสุด การส่งออกเหล็กของจีนยังสูงกว่า 10 ล้านตันต่อเดือน สถานการณ์รัสเซียกับยูเครนยังไม่นิ่งเช่นเดียวกับสถานการณ์กรีซ ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแบบนี้ การบริหารงานด้วยความรอบคอบและการจัดการความเสี่ยงที่ดี เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราผ่านพ้นไปได้ สัญญาณที่ดีคือความต้องการเหล็กภายในประเทศในไตรมาสที่ 4 ที่ตกต่ำลงได้ผ่านพ้นไปแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากโครงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจต่างๆที่ริเริ่มโดยรัฐบาลได้เริ่มต้น ต้นทุนวัตถุดิบยังคงมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากอุปทานสูงเกินความต้องการ แต่เนื่องจากราคาเหล็กลดลงอย่างรวดเร็วมาก่อนหน้านั้น ทำให้ส่วนต่างราคาในไตรมาส 1 ต่ำกว่าระดับปกติซึ่งกว่าจะกลับมาสู่ระดับปกติก็เมื่อจากตลาดเหล็กกลับสู่สมดุล